สร้างแบรนด์เสื้อวินเทจ ให้ดูเหมือนเก่า เหมือนผ่านเวลานาน แต่เป็นเสื้อใหม่ ดีไซน์ทันสมัยที่ทำให้เหมือนเก่า เท่ มีสไตล์ ควรใส่ใจตั้งแต่กระบวนการผลิต เทคนิคการสกรีน สีที่ไม่ถูกปรับให้สมกับเป็นเสื้อวินเทจ
สิ่งที่ทำให้เสื้อวินเทจน่าดึงดูด คือ ความรู้สึกนุ่มสบายเมื่อสวมใส่ เหมือนเสื้อที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว และลายสกรีนที่ดูเหมือนผ่านการใช้งานมาแล้ว ในขณะที่หมึกสกรีนลายยังหนาและแข็ง
เสื้อยืดสกรีนลายวินเทจ
ผ้า ให้สัมผัสนุ่ม ไม่กรอบ แข็ง
หมึกสกรีนจมลงในเนื้อผ้า ไม่นูนอยู่บนผิวผ้า
อาร์ตเวิร์ก มี texture ที่ดูไม่สมบูรณ์
เทคนิคสกรีนลายวินเทจ
1. Discharge Ink
การกัดสีผ้าแทนการพิมพ์ทับ เพื่อให้ได้ลายวินเทจอย่างเสื้อวงยุค 70s–90s เทคนิคนี้จะทำให้ลายพิมพ์มีความหนาน้อยมาก และมีสัมผัสที่นุ่ม โดยควรสอบถาม 12Tees ถึงเนื้อผ้าที่เหมาะกับการใช้เทคนิคนี้
เทคนิค Discharge Ink ใช้ได้กับผ้าฝ้าย 100% เท่านั้น และต้องเป็นผ้าที่ย้อมด้วยกระบวนการ reactive ไม่ใช่ทุกเฉดสีของผ้าที่ใช้ได้ผล สีผ้าบางสีกัดออกได้ไม่สนิท
2. Water-Based Ink + Reduced Opacity
สีหมึกจะซึมเข้าไปในเส้นใยผ้าแทนที่จะอยู่บนผิว เมื่อหมึกฝังอยู่ในผ้า เสื้อจะมีสัมผัสที่นุ่ม Water-based ink ที่ไม่เติม underbase จะให้ opacity น้อยกว่า สีของผ้าส่องผ่านออกมา ดูซีดและเก่า
3. Distressed Artwork + High Mesh Count
กัดลายในไฟล์ก่อนพิมพ์ เทคนิค Distress texture ใส่ distress texture หรือ grunge filter ทับลงไป เพื่อให้ดูแตกร้าว
นำ distress texture มาทับบน artwork ทำให้บางส่วนของลายขาดหาย ดูแตกลาย
ปรับสีให้ซีดกว่าปกติ
ลด detail ในบางจุด เสื้อเก่ามักมีส่วนที่ text หรือ graphic เริ่มอ่านไม่ออก
Heathered shirts จะทำให้ texture ของผ้าส่องผ่านชั้นหมึกออกมา ทำให้ดู vintage มากขึ้น Solid-color shirts ก็ให้ look วินเทจได้ แต่ Heathered จะให้ผลที่ดีกว่า
เมื่อใส่ distress filter หรือทำ distress แล้ว ต้องทำ sample print ก่อนเสมอ เพราะ filter อาจทำให้ image distorted หรือข้อความอ่านไม่ออก Distressing ทำงานได้ดีกับ graphic ขนาดใหญ่ ตัวหนา
4. Halftone Printing
ใช้ halftone underbase printing สร้าง texture ที่ subtle ทำให้เสื้อดูวินเทจ water-based ink ที่ซึมเข้าผ้าเพื่อให้ feel นุ่ม และ discharge ink แทนที่สีย้อมของเสื้อด้วยสีหมึก สร้าง look ที่เจือจาง
ผ้าที่ทำให้เสื้อใหม่กลายเป็นเสื้อเก่าก่อนสกรีน ฟอกเฟด ฟอกหม่น ทำให้เสื้อมีสีซีดขึ้น ความหนาน้อยลง นุ่มขึ้นเล็กน้อย และสเปคเสื้อจะหดลง 1-2 นิ้ว
5. Vintage Wash
ฟอกระดับ 1 เทาเข้ม
ฟอกระดับ 2 เทา
ฟอกระดับ 3 เทาอ่อน
Acid Wash (ฟอกสโนว์หรือฟอกหยาบ) เป็นการฟอกแบบไม่สม่ำเสมอ ให้เป็นจุดด่างแบบ random จากสารเคมี มีลวดลายให้เลือก 3 แบบ คือ สโนว์ละเอียด สโนว์หยาบและสโนว์หินแตก
ฟอกก่อนสกรีน เมื่อผ้าซีดได้ระดับ ลายที่สกรีนทับจะดูเหมือนถูกพิมพ์ลงบนเสื้อเก่า ต้องระวังผ้าที่หดตัว ตำแหน่งลายคลาดเคลื่อน
ฟอกหลังสกรีน ลายสกรีนจะถูก process ไปด้วยพร้อมผ้า ทำให้หมึกดู faded และ cracked แต่ต้องใช้หมึกที่ทนกระบวนการฟอกได้
การเลือกผ้าสำหรับเสื้อยืดวินเทจ
Cotton 100% เป็นผ้าที่เสื้อวินเทจจริงๆ ใช้ เหมาะกับเทคนิค Discharge Ink มากที่สุด ผ้าหนา 150-180 แกรม (5-6oz) ให้ feel ที่ดีที่สุด หลังฟอก
Tri-Blend (ฝ้าย+โพลีเอสเตอร์+เรยอน) นุ่ม โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการฟอก เนื้อผ้าที่ heathered ทำให้สีหมึกดู soft และซีดโดยธรรมชาติ เหมาะกับเทคนิค water-based ink
50/50 (ฝ้าย+โพลีเอสเตอร์)
ผ้าฟอก/Pigment Dyed ผ่านกระบวนการย้อมด้วย pigment dye จะซีดและ fade ตามธรรมชาติเมื่อซัก ให้ vintage look โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม
เทคนิคที่ได้ผลดีที่สุดคือ Discharge Ink (หมึกกัดสีผ้าออก) ร่วมกับ Distressed Artwork ที่เตรียมมาในไฟล์ดีไซน์ บนผ้า Tri-blend หรือ Cotton 100% ที่มีน้ำหนักเบา 150-180 แกรม หากต้องการ look ที่จม Discharge ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับเสื้อวินเทจจริงมากที่สุด
ผ้า Tri-blend (ฝ้าย+โพลีเอสเตอร์+เรยอน) นุ่ม โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการพิเศษ ถ้าต้องการ Discharge ต้องใช้ผ้าฝ้าย 100% เท่านั้น ส่วน Pigment Dyed Cotton ให้ vintage fade ที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามการซัก
ทำไมเสื้อวินเทจที่ทำใหม่บางตัวถึงดูไม่วินเทจ
ใช้หมึก Plastisol ปกติที่นูนอยู่บนผ้า ไม่จมลงในเส้นใย
สีหมึกสดเกินไป ไม่ได้ลด opacity หรือ desaturate
ผ้าแข็งและกรอบเกินไป ไม่ให้ feel ของเสื้อที่ผ่านการใช้งาน
เกี่ยวกับผู้เขียน










